http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน > มนุษย์วานร
 

ผมยังพอจำเลาๆ ว่าตอนเด็กๆ มีหนังชุดญี่ปุ่นทางทีวีเรื่องหนึ่งที่ดูแล้วสนุกดี เป็นเรื่องลิงกำลังครองโลกและต่อสู้กับมนุษย์อะไรนี่แหละ มันนานมากจนผมจำได้แค่ภาพไม่ประติดประต่อไม่กี่ภาพ ที่แน่ๆ มีลิงขับรถจี๊ปใส่ชุดทหารและถือปืน... และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มีหนังเรื่อง Planet of the Apes  ออกมาเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน คือลิงกลายเป็นใหญ่เจริญทางเทคโนโลยี ส่วนมนุษย์มีสภาพกลับตาลปัตกัน... เรื่องราวทั้งมวลคงต้องย้อนไปดูจุดเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1860 ในงานแสดงผลงานการค้นคว้าและสรุปผลงานทางวิทยาศาสตร์ ของ สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักร (The British Association for the Advancement of Sciences) เมื่อผลงานการค้นคว้าของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ถูกนำเสนอออกมา โดย ศจ.โทมัส เอช ฮักซ์เลย์ เป็นผู้นำเสนอ (ในงานนั้นชาร์ลส์ ดาร์วิน ไม่ได้ไปเป็นผู้นำเสนอด้วยตนเอง)  ใช่ครับนั่นก็คือการนำเสนอทฤษฎีการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่ยังเป็นที่เชื่อถือมาจนถึงปัจจุบัน จนนำมาซึ่งคำค่อนแคะที่โด่งดังของท่านบิชอป แซมมวล วิลเบอร์ฟอร์ซ แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ที่ว่า “ไม่ทราบว่าเป็นโคตรเง่าทางปู่หรือทางย่าของท่านฮักซ์เลย์กันแน่ ที่ได้สืบเชื้อสายมาจากลิง ?”

 


และยังตามมาด้วยภาพวาดล้อเลียนชาร์ล ดาร์วิน ที่วาดเขาเป็นครึ่งลิงครึ่งคนในหนังสือพิมพ์ในเวลาต่อมา

 

            ครับไม่ว่าในยามที่การนำเสนอทฤษฎีนี้จะดูข่มขื่นไปสักหน่อยเพียงใด แต่ก็ยังเป็นทฤษฎีที่เชื่อถือและยอมรับกันมาจนถึงปัจจุบัน.... และแน่นอนที่ความเชื่อที่แปลเอาตรงๆ ว่าคนสืบเชื้อสายมาจากลิงนั้นเป็นการมองอย่างหยันและเข้าใจผิด จริงๆ ควรจะใช้คำว่า “มีบรรพบุรุษร่วมกันในห่วงโซ่แห่งวิวัฒนาการ” น่าจะถูกกว่า (สักหน่อย ??) เพราะมีการแยกกันออกอย่างชัดเจนของสายพันธุ์มนุษย์และวานรตั้งแต่จุดแรกๆ แห่งเผ่าพันธุ์ทั้งสอง... มาจากบรรพบุรุษไพรเมตคนละสาย ว่ากันว่ามนุษย์ปัจจุบันสืบสายพันธุ์มาจากสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเรียกว่า โฮโม อิเร็คตัส (Homo Erectus)  ต่อมาก็พัฒนามาเป็น ออสตราโลพิเธคัส (Australopithecus) และ โฮโม ซาเปียนส์ (Homo Sapiens)  ก่อนจะวิวัฒนาการเรื่อยมาเป็นมนุษย์ปัจจุบัน และอันเหล่าประดาเชื้อสายต้นทางที่ชื่อเรียกยากจนน่าปวดหัวเหล่านี้ ก็มีลักษณะที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น “มนุษย์วานร” คือมีรูปร่างหุ่นทรงกระเดียดไปทางลิงใหญ่ไร้หาง (Ape) แต่ก็ไม่ได้เหมือนไปเสียจนหมด ย่อมมีเอกลักษณ์เอกบุรุษของตนเองอยู่ อย่างเช่นลักษณะการเดินที่บรรพบุรุษของมนุษย์เดินตัวตรง แต่อย่างไรก็ดีหากสมมุติว่าคนรู้น้อยเยี่ยงผม มองเห็นหุ่นทรงของบรรพบุรุษมนุษยชาติเหล่านั้น คำเรียกที่ผมจะนึกในหัวก็คือ “ลิง !” เพราะรูปทรงใบหน้าและขนที่ดกหนามันฟ้องชัดๆ (แม้กระทั่งเพื่อนฝูงกันบางทียังล้อกันว่า “อ้ายหมอนี่หน้ายังกะลิง !” ก็มี)

 

            ครับท่านที่รักสิ่งที่กระผมเกร่อนนำไปเสียหลายบรรทัดมานี้มิได้หมายความผมผู้รู้น้อยกำลังคิดอวดอ้างนำศัพท์แสงทางวิชาการมามั่วใช้ผิดๆ ถูกๆ เพื่อพยายามโยกตัวให้เอนไปทางวิชาการแต่อย่างใดไม่ (เพราะผมไม่มีความรู้เช่นนั้นจริงๆ อิ อิ) แต่ที่เอ่ยอ้างความสัมพันธ์คนกับลิงมาทั้งสิ้นนั้นก็เพื่อนำเสนอความเกี่ยวโยงกันอย่างไม่ห่างไกลนักของคนกับลิง เพื่อชวนท่านมาค้นหาของแปลกของหายาก (หรืออาจเป็นอะไรที่หาไม่ได้เลย !??) ที่เป็นห่วงโซ่ระหว่างความสัมพันธ์ดังกล่าว... มนุษย์วานร

 

            ท่านที่รักเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างลิงกับมนุษย์เป็นที่โจษขานกันมานาน และต่างก็อ้างหลักฐานอะไรต่อมิอะไรมาแสดงกันอยู่เสมอ  ที่โด่งดังก็เห็นจะได้แก่  Big Foot ในทวีปอเมริกาเหนือ กับ เยติ หรือมนุษย์หิมะ บนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่ง... หลายต่อหลายครั้งมีผู้นำภาพถ่าย รอยเท้า หรือชิ้นส่วนเศษซากของมันมาแสดงต่อสาธารณะชน แต่... ส่วนมากกลับถูกลบล้างไปด้วยข้อหาเป็น... “ของปลอม !” ครับถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องแหกตากันไปเสียมาก

 

            เรื่องราวทำนองนี้ที่โด่งดังได้แก่ ภาพเคลื่อนไหวของเจ้า Big Foot ที่ถูกถ่ายไว้ด้วยกล้องขนาด 16 มม. โดยนายโรเจอร์ แพตเตอร์สัน ในป่าแถบรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี ค.ศ.1967 ซึ่งภาพเคลื่อนไหวชุดนี้เป็นที่โจษขานกันอย่างกว้างขวาง ประชาชนมากมายเกิดความตื่นเต้นที่ได้ชมภาพเคลื่อนไหวแสดงหลักฐานการมีตัวตนอยู่จริงของสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เรียกว่า Big foot  แต่... ในที่สุดเบื้องหลังการถ่ายทำของภาพยนตร์ชื่อดังชุดนี้ก็ปรากฏ เมื่อจับได้ว่า เจ้าตัวขนดกที่เดินดุ่มๆ เหลียวหน้าแลหลังเข้าป่าไปในหนัง 16 มม. นั้น แท้จริงเป็น “คน” นามว่า ไคลด์ ไรน์เก้ ที่ใส่ชุดลิงกอลิล่า ครับเรื่องโด่งดังกลายเป็นแหกตา และยังลามไปถึงการค้นพบการปลอมแปลงหลักฐานสารพัดเกี่ยวกับ Big Foot  โดยฝีมือนายโรเจอร์ แพตตเตอร์สัน รวมไปถึงนักแสวงหา Big Foot อีกหลายๆ ราย ที่มีพฤติกรรม “อยากดัง” ทั้งหมดนี้ลดความน่าเชื่อถือถึงการมีอยู่ของเจ้าตัว Big Foot ในทวีปอเมริกาเหนือไปมากโข...

 

            แต่... เท่าที่ทราบมา จริงๆ แล้วเรื่องราวเกี่ยวกับ Big Foot นี้มีมานานในทวีปอเมริกาเหนือ พวกมันมีปรากฏในตำนานอายุกว่า 400 ปีของชนเผ่าอินเดียแดง แถบบริติช โคลัมเบีย ชาวอินเดียแดงเรียกสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ว่า “Sasquatch" ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ลิงยักษ์” และมีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ตั้งแต่เมื่อปี 1811 โดยนักเดินทางและพ่อค้า ชาวแคนาดา นามว่า เดวิด ทอมสัน  ในรายงานแจ้งว่า เขาพบรอยเท้าประหลาดบนหิมะ ขนาดยาว 14 นิ้ว กว้าง 8 นิ้ว และมีนิ้วเท้าเพียง 4 นิ้ว...

 

            จากรายงานทั้งหลาย ลักษณะของ Big Foot สัญชาติอเมริกัน มีความสูงประมาณ 7-9 ฟุต และมีน้ำหนักระหว่าง 600-900 ปอนด์ ขนตามลำตัวยาวรุงรังมีสีน้ำตาลไปจนถึงสีดำ เดินด้วยขาหลังสองขาแบบมนุษย์...

และก็มีรายงานการพบเจ้าตัวนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกากันเรื่อยมา และมีข่าวว่าเจอตัว หรืออย่างน้อยก็พบร่องรอย หรืออะไรสักอย่างให้เหมาเอาได้ว่า น่าจะเป็นเจ้าตัวนี้ได้ในแทบทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา ยกเว้นแค่ เดลลาแวร์และฮาวาย เท่านั้นที่ไม่มีรายงานการพบเจอ หรือจ๊ะเอ๋เข้ากับเจ้าตัวขนยาวนี่เลย

เรียกได้ว่า สหรัฐอเมริกานี่เป็นดินแดนแห่ง Big Foot เลยก็ว่าได้ (เพราะเจอกันถี่จัด แต่ไม่ยักกะมีหลักฐานมาแสดงยืนยันกันได้สักที ???)  หรือว่า.. เจ้าตัวนี้มันจะเป็นสัตว์ประจำถิ่น พื้นฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ... เอาเป็นว่าทวีปอเมริกาเหนือก็ได้เอ้า ???!

ไม่... ไม่ใช่ ย่อมไม่ใช่ เพราะเมื่อตอนต้นผมได้เรียนรับใช้ไปแล้ว ถึงสิ่งมีชีวิตที่ดูละม้ายคล้ายกันในอีกถิ่นหนึ่ง นั่นก็คือ “เยติ” หรือมนุษย์หิมะ ในเทือกเขาหิมาลัย และแดนทิเบต แต่... ไม่ใช่เพียงเท่านั้น... ไม่ใช่มีเพียงสองที่นี้เท่านั้นที่มีการพบเจอสัตว์ลักษณะที่เรียกว่า “Big Foot” นี้ หากแต่ยังมีการพบเจอในประเทศอื่นๆ อีก !!!

 

จีน... ประเทศจีน สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า สมาคมวิจัยคนป่าแห่งหูเป่ย (Hubei Wild Man Research Associations ) เปิดรับสมัครนักวิจัยนานาชาติเพื่อร่วมภารกิจตามหามนุษย์วานร ในเขตป่าลึกของ “เสินหนงเจี้ย”

 

Mr.ลั่ว เป่าเซิง รองประธานของสมาคมให้ข่าวว่า ทางสมาคมได้จัดทีมนักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจกว่า 100 คน เพื่อค้นหา “มนุษย์วานร” หรือในชื่อจีน เหย่เหริน” (Yeren)  อยู่นานหลายปีแล้ว โดยครั้งสุดท้าย ที่ได้สำรวจติดตามสัตว์ชนิดนี้กันในช่วงต้นทศวรรษ 1980

 

การเสาะหา “เหย่เหริน” ของจีนได้เริ่มกันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 และมีรายงานการพบเห็นสัตว์ชนิดนี้มากถึง 400 รายในแถบ เสินหนงเจี้ย นอกจากพยานบุคคลแล้ว ยังมีการพบหลักฐานอื่นๆ  เช่น เส้นขน, รอยเท้า, มูล และรังนอนของมัน อีกด้วย อา... ท่านใดที่สนใจในทางนี้และอยากมีส่วนร่วมในภาระกิจการค้นหาตัว เหย่เหริน ก็โปรดลองติดต่อกับทางสมาคมดูนะครับ คุณสมบัติคือ  อดทน, ร่างกายแข็งแรง, มีความรู้พื้นฐานด้านชีววิทยา และอายุระหว่าง 25-40 ปี

 

นอกจากประเทศจีน ยังมีรายงานการพบสิ่งมีชีวิตรูปแบบเดียวกันนี้ ในประเทศเวียดนาม (ใกล้ไทยเข้ามาอีกหน่อย)  มีรายงานว่า นักวิจัยนามว่า จูลส์ แฮร์เรียส พบกับมนุษย์วานรในจังหวัดคอนทูม ประเทศเวียดนาม ในปี ค.ศ.1947 และต่อมาในปี  ค.ศ.1982 ศจ.ตรัน ฮอง เวียต แห่ง มหาวิทยาลัยเพดาโกจิก ในกรุงฮานอย ได้ค้นพบรอยเท้ามนุษย์ขนาดยาว 28 กว้าง 16 เซนติเมตร รอยเท้านี้กว้างกว่ามนุษย์ปัจจุบัน และที่นิ้วโป้งของรอยเท้านี้ ก็มีความยาวกว่ามนุษย์ปกติ สถานที่พบรอยเท้าคือหุบเขาชู โม เรย์ อยู่ในจังหวัดคอนทูมใกล้กับชายแดนประเทศกัมพูชา... ชาวเวียดนามมีความเชื่อเรื่องเจ้าตัวนี้มานาน ภาษาเวียดนามเรียกมันว่า “Nguoi Rung”  แปลเป็นไทยว่า “คนป่า” และเชื่อกันว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้อาศัยอยู่แถบชายแดนระหว่าง เวียดนาม ลาว และกัมพูชา... (ไหง๋ ไม่ยักกะได้ยินเรื่องเจ้าตัวนี้ในบ้านเราเลย ??? อยู่ใกล้ๆ กันแท้ๆ)  นอกจากนี้ในภาษาเวียดนามยังเรียกพวกมันในอีกชื่อว่า  “Khi Trau” แปลเป็นไทยได้ว่า “ลิงที่ตัวใหญ่เหมือนควาย” !!!? (ชื่อไม่น่ารักสักเท่าไหร่เลย อ่ะ ??? แต่ก็ทำเอาพอจินตนาการสภาพของมันได้ดีเชียวครับ)

 

    นอกจากนี้ ยังมี ศจ.ดัง เหงียม แวน นักมานุษยวิทยา และมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศาสนาแห่งฮานอย ก็ได้เก็บรวบรวมข้อมูลของเจ้าตัว Nguoi Rung ในเขตเวียดนามตอนเหนือไปจนถึงเขตป่าภูเขาสูง พบว่ามีตำนานความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ขนาดใหญ่ รู้จักการใช้ไฟ กินแมลงเป็นอาหาร ศจ.ดัง บอกว่ามนุษย์วานร มักจะลงมาหาแสงไฟที่มนุษย์จุดขึ้นในเวลากลางคืน พวกมันเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว ปีนต้นไม้ได้ และอาศัยอยู่ในถ้ำ... นี่เป็นเรื่องราวของเจ้าตัวแนว Big Foot ในเวียดนาม

ต่อมา... เป็นเรื่องราวที่อยู่ใกล้ๆ เมืองไทยบ้านเราเหมือนกัน และไม่นานมานี้ด้วย นั่นคือ เรื่องราวที่เป็นข่าว การเผชิญหน้าระหว่างคนงานสามคนกับ ฝูง (ครอบครัว ?) สิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์กึ่งวานร ร่างใหญ่ขนยาว 3 ตัว ในปี 2005 ! ที่ประเทศมาเลเซีย !!

เรื่องราวเกิดขึ้นในเดือน พฤศจิกายน ที่หมู่บ้านเล็กๆ ริมชายป่าของรัฐยะโฮร์ ที่ชื่อว่าหมู่บ้านกำปัง  ในขณะที่คนงานสามคนกำลังขุดบ่อปลาอยู่ บริเวณท้ายไร่ริมเขตป่าพวกเขาก็ต้องตกตลึงเมื่อได้เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่พวกหนึ่งมุ่งหน้ามาทางพวกเขา พวกมันมีกันสามตัว แต่ตัวหนึ่งยังมีขนาดเล็กอยู่ พวกเขาได้แต่ก้มลงแอบอยู่เงียบๆ เพราะกลัวจะถูกเจ้าตัวขนยาวกลุ่มดังกล่าวทำร้าย แต่พวกมันก็ผ่านไปโดยไม่ได้ทำร้ายคนงานทั้งสามคนแต่อย่างใด

 

เรื่องราวการพบสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย กลับไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนในท้องถิ่น เพราะว่ากันว่ามันมีอยู่จริงและอาศัยอยู่ในแถบนี้มานานแล้ว เรื่องราวที่บันทึกไว้จากเหตุการณ์ข้างต้นย้อนกลับไปนิดหน่อยใน ปี 2000 เดือนมกราคม ชาวสวนคนหนึ่งได้พบกับเจ้าตัวขนยาวนี่เข้าและได้เห็นถึง 2 ตัวด้วยกัน เขาเล่าว่าพวกมันมีขนสีดำ ตัวแรกสูงประมาณ 180 cm. เศษ ส่วนอีกตัวอยู่ในราว 150-160 cm. (หากคิดเดาเอามั่วๆ ผูกสองเหตุการณ์ที่ห่างกัน 5 ปี นี้เข้าด้วยกัน ก็อาจจะได้เรื่องราวทำนอง “ครอบครัวตัวขนดก” ขึ้นมาก็เป็นไปได้เหมือนกัน)

 

ใน location เดียวกัน คือรัฐยะโฮร์ นี้มีรายงานการพบสิ่งมีชีวิตกึ่งลิงกึ่งคนดังกล่าวมานานแล้ว ที่บันทึกไว้เป็นเรื่องเป็นราวก็มีมาตั้งแต่ปี 1954 ในช่วงหลายปีมานี้มีการออกสืบเสาะตามหาตัวพวกมันโดยนักวิจัยและเจ้าหน้าที่จำนวนมาก แต่ก็ไม่เคยได้เจอตัวพวกแบบจะๆ เลย มีเพียงคำบอกเล่าจากพยานบุคคล และรอยเท้า เส้นขน เป็นพยานหลักฐาน...

 

นายวินเซนต์ โชว ผู้มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของ Malaysian Nature Society  แห่งรัฐยะโฮร์ ได้เคยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซีย ว่า....
              "พวกมันมีอยู่จริง เราได้รับรายงานจากคนจำนวนมาก ว่าเห็นมันในป่าที่ ทันจุง เพียไอ, เมอร์ซิง คาฮัง, วนอุทยานแห่งชาติเอ็นดัว”

จากคำบอกเล่าของชาวรัฐยะโฮร์ ลักษณะของเจ้าตัวแนว Big Foot สัญชาติมาเลย์นี้มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับ Big Foot ของที่อื่น  พวกมันมีความสูงระหว่าง 8-10 ฟุต มีขนสีน้ำตาลและดำ (จากขนที่ร่วงบนพื้น) มีกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นรักแร้ของ มนุษย์... (ก็... คงไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่อ่ะนะครับ กลิ่นฉุนเฉียวแบบนี้ อิ อิ)

 

มีทฤษฎีหลายทฤษฎี ที่กล่าวถึงเจ้าตัวจำพวกนี้ บ้างก็ว่าพวกมันคือห่วงโซ่ที่หายไป ของสายพันธุ์มนุษย์ พูดง่ายๆ คือ มันเป็นบรรพบุรุษสายพันธุ์หนึ่งของคนเรา  บ้างก็ว่าพวกมันเป็นต้นทางของมนุษย์นีแอนเดอร์ธัล (Neanderthal) ที่สาบสูญไปนับหมื่นๆ ปีก่อนนี้แล้ว

 

บางทฤษฎีก็ว่า พวกมันคือบรรพบุรุษของมนุษย์ที่เรียกว่าโฮมินิด (hominid) หรือมนุษย์วานรซึ่งแยกสายพันธุ์มาจากสายพันธุ์ของลิงเอป

 

            มันเป็นอะไร มีอยู่จริงหรือไม่ และหากมีพวกมันอยู่ที่ไหน มีพฤติกรรมอย่างไร คำถามเหล่า... ก็ยังไม่มีใครสามารถหาหลักฐานมายืนยันได้อย่างเป็นที่ยอมรับกันจริงๆ แต่เชื่อว่าหากพวกมันมีอยู่จริง ด้วยเทคโนโลยีและความมุ่งมั่นของมนุษย์ อาจทำให้คนเราได้รู้จักญาตสายพันธุ์ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุดอีกสานพันธุ์หนึ่ง (เอ... แต่นี่คงไม่มีใครยิงคำถามมาที่ผมใช่ไหมครับ ว่า ญาติข้างไหนของผมที่เป็นลิง !? )



[1] ภาพยนตร์แนวนวนิยายวิทยาศาสตร์ นำมาสร้างใหม่จากภาพยนตร์ในปี 1968 เรื่อง บทประพันธ์ของปิแอร์ บูเล กำกับโดยทิม เบอร์ตัน

[2] จากหนังสือ “มนุษย์กับความคิด” ของ นายแพทย์ประสาน ต่างใจ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 หน้า 59

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.